นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (1 พ.ย. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อติดตามและรับฟังปัญหาด้านการป้องกัน ปราบปรามยาเสพติด และกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในโครงการมินิธัญญาลักษณ์ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากจะเป็นการติดตามงานตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงนโยบายแล้ว ยังเป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในภูมิภาคอาเซียนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
ที่ประเทศลาวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งประเทศไทยได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้มีการตั้งอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการควบคุมยาเสพติดใน 5 ประเทศ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และจีน เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งในและต่างประเทศสอดรับกับแนวทางในการแก้ไขปัญหา
กำหนดภารกิจการลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด
• เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน. 6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานร้อยเอ็ด อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด
• เวลา 11.30 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสั่งการโมเดลการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ ณ วัดบ้านเขวาทุ่ง ต.เขวาทุ่ง อ.ธวัชบุรี
จ.ร้อยเอ็ด
• เวลา 12.45 น. นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของโครงการ
มินิธัญญารักษ์ ณ ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต.โพธิ์สัย อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
• เวลา 14.30 น. นายกรัฐมนตรี ตรวจติดตามการฝึกอาชีพและแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ผู้เข้ารับการบำบัด ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหายาเสพติด (อบต.น้ำใส) ต.น้ำใส อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด
• เวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6)
ดอนเมือง กรุงเทพฯ
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะติดตามผลการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็น 1 ใน 10 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมสั่งการและกำหนดรูปแบบในแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง และจะกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ พร้อมทั้งเตรียมขยายผลความสำเร็จเพื่อสานต่อนโยบายของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งจะเร่งรัดให้สัมฤทธิ์ผล ทั้งนี้ ยังได้มีการยกโมเดลการแก้ไขที่ จ.น่าน และร้อยเอ็ด เพื่อไปเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนด้วย
จากการติดตามผลการดำเนินการตามนโยบายระยะแรกเมื่อเดือน มิ.ย. - 31 ส.ค. 67 ในพื้นที่ 25 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ นครสวรรค์ ภาคกลาง ได้แก่ สมุทรปราการ ชลบุรี และกาญจนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้แก่ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองคาย มุกดาหาร สกลนคร หนองบัวลำภู เลย บึงกาฬ และ ขอนแก่น ภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้รับรายงานมีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีผลการจับกุมผู้ผลิตรายใหญ่และรายเล็ก จากทุกส่วนราชการ ซึ่งทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย และมั่นใจในสังคมที่ดีมากขึ้น
“ท่าวังผา – ร้อยเอ็ดโมเดล”
7 พ.ค. 67 คณะรัฐมนตรี (รัฐบาลเศรษฐา) เห็นชอบให้มีคณะกรรมการติดตามเร่งรัดดำเนินการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้กำหนดพื้นที่ที่มีปัญหายาเสพติดรุนแรงทั้งหมด 25 จังหวัด
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ตอนล่าง โดยมุ่งเน้นเห็นผลสำเร็จภายใน 90 วัน (1 มิ.ย. - 31 ส.ค. 67) โดยใช้ ท่าวังผาโมเดล (อ.ท่าวังผา จ.น่าน) และ ร้อยเอ็ดโมเดล (อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด) ด้วยกลยุทธ์ “ปลุก เปลี่ยน ปราบ” ให้เป็นจังหวัดสีขาว
• ปลุก คือ การปลุกชุมชนให้เข้มแข็ง ลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหายาเสพติดร่วมกับภาครัฐ ป้องกันตั้งแต่ระดับเยาวชนผ่านหลักสูตรในสถาบันการศึกษา
• เปลี่ยน คือ เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ทำการ X-ray ชุมชนแล้วนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกอาชีพ
• ปราบ คือ การปราบปรามนักค้ายาเสพติด สกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้ายาเสพติด และใช้มาตรการ “ยึด อายัดทรัพย์สิน” เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด
โดยกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน บูรณาการความร่วมมือในการปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง พร้อมให้การสนับสนุนและให้รางวัลแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จตามเป้าหมาย และจะมีบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ที่บกพร่องละเลยในการปฏิบัติหน้าที่
ความพร้อมโครงการมินิธัญญารักษ์ รองรับการบำบัดรักษา
“มินิธัญญารักษ์” เป็นแนวคิดขยายพื้นที่บริการและเพิ่มการเข้าถึงของผู้ป่วยที่ติดยาและสารเสพติดในเขตสุขภาพ ลดความแออัดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพระยะยาวในโรงพยาบาลเฉพาะทาง ซึ่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอสำหรับจำนวนผู้ป่วยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น กรมการแพทย์ ได้ขยายบริการสู่เขตสุขภาพด้วยความร่วมมือจากโรงพยาบาลชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อม โดยใช้แนวคิด “Mini Big C” ที่นำห้างสรรพสินค้าลงสู่ชุมชนในรูปแบบร้านสะดวกซื้อ ได้นำแนวคิด (Concept) มาพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาและสารเสพติดระยะกลาง (Intermediate Care) และระยะยาว (Long term Care) ภายใต้ชื่อ“มินิธัญญารักษ์” และได้พัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาและสารเสพติดระยะยาวในโรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่ 7, 9, 10 ซึ่งเป็นรูปแบบ Long term Care ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2564 ณ โรงพยาบาลกุดชุม จ.ยโสธร ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น สะดวกต่อการเดินทาง ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการเดินทางมารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะทาง
จ.ร้อยเอ็ด มีประชากรราว 1.2 ล้านคน มีผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับบริการสาธารณสุข 64,740 คน คิดเป็น 5,014 ต่อแสนประชากร ด้านการรักษาในมินิธัญญารักษ์ 1,091 คน และในโรงพยาบาล (แผนกจิตเวช) ผู้ป่วยสีแดง และสีส้ม ผู้ป่วยใน 204 คน สีเหลืองผู้ป่วยนอก 668 คน คุมประพฤติบำบัดแบบ Matrix program 1,060 คน รวมจำนวนที่นำเข้าบำบัดแล้ว 1,168 คน
ขณะนี้เปิดให้บริการแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ 1. รพ.ธวัชบุรี 2. รพ.ปทุมรัตต์ 3. รพ.พนมไพร 4. รพ.เสลภูมิ 5. รพ.จตุรพักตรพิมาน 6. รพ.ศรีสมเด็จ (บ้านฮักแพง) และอีก 7 แห่ง อยู่ในระหว่างการปรับปรุงสถานที่ รวมจำนวนทั้งหมด 1,505 เตียง