<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[สธ. ขับเคลื่อน 30 บาทรักษาทุกที่ฟอกไตฟรีทุกแห่ง พาณิชย์ ร่วมมือ รพ.เอกชน รู้ราคายาก่อนจ่าย Kick Off “สุขกาย สบายกระเป๋า” 28 ต.ค. 68]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430555</link>
<guid isPermaLink="false">28cbae390c64445a42d2e66207fc66ff</guid>
<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 17:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-end="653" data-start="267">วันที่ 29&ndash;30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญ 5 ด้านของรัฐบาล คือ &ldquo;นโยบายด้านเศรษฐกิจ&rdquo; ที่มุ่งสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องค่ารักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ &ldquo;บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค&rdquo; เพื่อให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม</p>

<p data-end="887" data-start="655">ระบบบัตรทองครอบคลุมการรักษาโรคทั่วไป โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งและโรคไต โดยผู้มีสิทธิคือผู้มีสัญชาติไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมหรือสวัสดิการข้าราชการ</p>

<p data-end="1315" data-start="889">ต่อเนื่องจากนโยบายดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10/2568 โดยมี นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าร่วมประชุม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล &ldquo;30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง&rdquo; และขยายบริการปลูกถ่ายไตให้ครอบคลุมทั่วประเทศ</p>

<p data-end="1748" data-start="1317">ที่ประชุมเห็นชอบให้ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีฟอกไตตามคำแนะนำของแพทย์ พร้อมเข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพศูนย์ไตเทียม และควบคุมค่าใช้จ่ายในระบบ ตั้งแต่การป้องกันโรคไตจนถึงการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย กระทรวงสาธารณสุขจะขยายศูนย์ปลูกถ่ายไตและตั้งทีมผ่าตัดนำไตออก (Renal Retrieval Team: RRT) ครบทั้ง 12 เขตสุขภาพ ขณะที่ สปสช. จะปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายให้สอดรับกับนโยบาย และเปิดศูนย์ปลูกถ่ายไตแห่งใหม่ที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์</p>

<p data-end="2131" data-start="1750">ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ สปสช. กำกับไม่ให้หน่วยบริการเรียกเก็บค่าฟอกไตเพิ่มเติมจากผู้ป่วย และจะดำเนินคดีหากฝ่าฝืน พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมคุณภาพบริการกำหนดมาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน รวมถึงจัดทำแผนงบประมาณรองรับนโยบายภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยอนุมัติงบเพิ่มเติมปี 2569 จำนวน 17,185.84 ล้านบาท เพื่อรองรับค่ารักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังและบริการสาธารณสุขอื่น ๆ</p>

<h4 data-end="2170" data-start="2133">เป้าหมายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข</h4>

<ul data-end="2705" data-start="2171">
	<li data-end="2279" data-start="2171">
	<p data-end="2279" data-start="2173">ขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง&rdquo; และปรับเกณฑ์เบิกจ่าย สปสช. ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568</p>
	</li>
	<li data-end="2389" data-start="2280">
	<p data-end="2389" data-start="2282">ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศใช้ระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ครบ 100% ภายในเดือนธันวาคม 2568</p>
	</li>
	<li data-end="2448" data-start="2390">
	<p data-end="2448" data-start="2392">เปิดหน่วยบริการรังสีรักษาเพิ่มอีก 12 แห่ง ภายในปี 2570</p>
	</li>
	<li data-end="2542" data-start="2449">
	<p data-end="2542" data-start="2451">ขยายศูนย์ปลูกถ่ายไตครบ 12 เขตสุขภาพ ตั้งเป้าปลูกถ่ายไตได้ 3,000 ราย ภายในเดือนมกราคม 2569</p>
	</li>
	<li data-end="2705" data-start="2543">
	<p data-end="2705" data-start="2545">เดินหน้าขับเคลื่อน 3 นโยบายหลัก ได้แก่ Wellness Hub (ศูนย์บริการส่งเสริมสุขภาพ), Medical Hub (ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ) และ Advanced Medicine (การแพทย์ขั้นสูง)</p>
	</li>
</ul>

<p data-end="2958" data-start="2707">ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการ &ldquo;สุขกาย สบายกระเป๋า&rdquo; เพื่อเปิดเผยราคายาในโรงพยาบาลเอกชนอย่างโปร่งใส และเปิดทางให้ประชาชนสามารถซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้</p>

<p data-end="3303" data-start="2960">นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นไปตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมแล้วกว่า 300 แห่งจาก 354 แห่ง อาทิ เครือ BDMS ธนบุรี BCH รามคำแหง วิภาราม พริ้นซ์ จุฬารัตน์ นวมินทร์ สินแพทย์ และวิภาวดี</p>

<p data-end="3532" data-start="3305">โครงการดังกล่าวกำหนดให้โรงพยาบาลต้องแสดงรายการยาและค่ายาในใบแจ้งค่ารักษาอย่างชัดเจน พร้อมออกใบสั่งยาให้ผู้ป่วยนำไปซื้อจากร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ตุลาคม 2568</p>

<p data-end="3982" data-start="3534">อีกด้านหนึ่ง นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off การตรวจและประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) จังหวัดตาก เพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถตรวจสุขภาพและซื้อประกันได้ในจุดเดียว เป็นการลดภาระค่ารักษาพยาบาลของประเทศ และควบคุมโรคบริเวณชายแดนอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี ก่อนขยายครอบคลุมทั่วประเทศภายในเดือนมกราคม 2569</p>

<p data-end="4306" data-start="3984">กระทรวงสาธารณสุขยังเตรียมดำเนินนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) &ldquo;หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี&rdquo; ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชัน &ldquo;หมอพร้อม+&rdquo; ให้เป็น Super App ด้านสุขภาพหลักของประเทศ รวมทุกบริการด้านสาธารณสุขไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ตรวจสอบสิทธิ นัดหมายแพทย์ ดูประวัติการรักษา ปรึกษาแพทย์ทางไกล ไปจนถึงรับยาออนไลน์</p>

<p data-end="4723" data-start="4308">นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ระบุว่า ความร่วมมือนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบสุขภาพดิจิทัลที่ &ldquo;ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง&rdquo; โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงแรงงาน เพื่อให้แพทย์สามารถเข้าถึงประวัติสุขภาพผู้ประกันตนกว่า 10 ล้านคนได้อย่างครบถ้วน ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา ตั้งเป้าให้ประชาชนเริ่มใช้บริการ &ldquo;หมอพร้อม+&rdquo; เฟสแรกได้ภายในสิ้นปี 2568 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทยทุกคน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/20251009d1769ba7ec2ac594c5c35a586be13612175826.jpg' type='image/jpg' length='1336308' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ททท. จุดแสงแห่งศรัทธา สว่างไสวรับเทศกาลดีวาลี 2025 กับงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ฉลองยิ่งใหญ่ 2 พื้นที่ “คลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด” 16-31 ตุลาคมนี้]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430554</link>
<guid isPermaLink="false">e4f8ec6d80ad0ca3d41e513849a1deb7</guid>
<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 17:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเฉลิมฉลองเทศกาล&nbsp;Diwali นอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด กับงาน &ldquo;Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025&rdquo; ระหว่างวันที่ 16&ndash;31 ตุลาคม 2568 ณ คลองโอ่งอ่างและพาหุรัด โดยได้รับเกียรติจากนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พลตำรวจตรีกฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นางสาวรุจิรา อารินทร์รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ร่วมงานแถลงข่าว ณห้องโถงธนะรัชต์ ชั้น 1 ททท. อาคารสำนักงานใหญ่&nbsp;ปีนี้ ททท.&nbsp;เนรมิตความสุขสนุกสนานสไตล์แดนภารตะด้วยแนวคิด &ldquo;Light Unites Us&rdquo; ใช้แสงเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต ความหวัง ขจัดความมืดมน พร้อมถ่ายทอดมิตรภาพอันงดงามของ ไทย&ndash;อินเดีย ชวนผู้คนดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งแสงผ่านการประดับไฟสุดวิจิตร การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย&ndash;อินเดีย ขบวนแห่สไตล์ Bollywood และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง พร้อมมอบสิทธิประโยชน์มากมายแก่นักท่องเที่ยวภายใต้กิจกรรม Amazing Thailand Grand Diwali Privilege 2025 หนุนเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเข้าไทยให้ครบ 2.5 ล้านคนตลอดปี</p>

<p>นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.&nbsp;กล่าวว่า ททท. ขอร่วมเฉลิมฉลองแสงแห่งศรัทธาครั้งสำคัญไปพร้อมพี่น้องชาวอินเดียกับเทศกาล Diwali หรือ &ldquo;เทศกาลแห่งแสงสว่าง&rdquo; หนึ่งในเทศกาลสำคัญระดับโลกที่มีต้นกำเนิดมาจากประเพณีอันยาวนานของชาวอินเดีย เพื่อเฉลิมฉลองการขจัดความมืดสู่ความสว่าง ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ปีนี้ ททท. ยกระดับการจัดงาน Diwali ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในชื่อ&nbsp;&ldquo;Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025&rdquo;&nbsp;ระหว่างวันที่ 16&ndash;31 ตุลาคม 2568 บริเวณ คลองโอ่งอ่างและพาหุรัด ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสำคัญด้านการทูตและการค้าไทย&ndash;อินเดีย พร้อมส่งเสริมให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็น แลนด์มาร์ควัฒนธรรมไทย&ndash;อินเดียแห่งแรกของประเทศไทย โดยงานนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาล Diwali นอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด&nbsp; &nbsp; ตอกย้ำเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก (World Event Hub Destination)</p>

<p>งาน &ldquo;Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025&rdquo;&nbsp;ชวนทุกคนร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลดีวาลี ภายใต้แนวคิด &ldquo;Light Unites Us &ndash; แสงเชื่อมสัมพันธ์&rdquo; ที่ใช้ &ldquo;แสง&rdquo; เป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต ความหวัง และการเฉลิมฉลอง พร้อมถ่ายทอดมิตรภาพระหว่างสองวัฒนธรรม ไทย&ndash;อินเดีย ผ่านงานศิลป์ แสง สี เทคโนโลยีสื่อผสมที่ทันสมัย ปีนี้พื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่&nbsp;พื้นที่ถนนพาหุรัดวันที่ 16&ndash;31 ตุลาคม 2568 จะเนรมิตถนนทั้งสายให้สว่างไสวด้วยการประดับไฟอันวิจิตรและเทคโนโลยีสื่อผสมสุดล้ำ ตั้งแต่เวลา 16.00&ndash;22.00 น. และในวันที่ 18-20 ตุลาคม&nbsp; ชมการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย&ndash;อินเดียถึงวันละ 4 รอบ อาทิ ระบำโคมอัจจะกัป ระบำโคมบัว นาฏยศิลป์ร่วมสมัย การแสดงผสมผสานระหว่างนาฏศิลป์คลาสสิก (Bharatanatyam) และนาฏศิลป์พื้นบ้าน (Bihu &ndash; อัสสัม) India Contemporary dance and Bollywood dance&nbsp; และพิเศษสุดวันที่ 19 ตุลาคม พิธีเปิดงานและพบกับขบวน &ldquo;Happiness Troop&rdquo; ที่จะสร้างความสุขและสีสันสุดคึกคัก ทั้งขบวนแห่พระแม่ลักษมี พระพิฆเนศ และขบวนสไตล์ Bollywood ก่อนจะสนุกต่อเนื่องกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ จ๊ะ นงผณี, Musketeers, ปราง ปรางทิพย์, Mirrr, มีนตรา อินทิรา และ ZANI ที่จะมามอบเสียงเพลงและพลังแห่งความสุขให้ตลอดค่ำคืน นอกจากเสียงดนตรีและแสงไฟแล้ว พาหุรัดยังจะกลายเป็นพื้นที่ศิลปะแห่งชีวิต ผ่านผลงานศิลปะบนกำแพง (Art Wall) และศิลปะบนพื้น (Art Street) ในพื้นที่พาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง จำนวน 8 ตำแหน่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนการการสร้างสรรค์ศิลปะจากบริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-อินเดีย อาทิ การสาธิตการเพ้นท์เฮนน่า การเพ้นท์โคมไฟ การร้อยลูกปัด การทำพัดสาน การแสดงเชิงวัฒนธรรมบอลลีวูด การออกร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าสไตล์อินเดีย และเชิญผู้ร่วมงานสัมผัสแก่นแท้ของดิวาลีผ่านการบูชาพระลักษมีและพระพิฆคเณศ ปลุกพลังศรัทธา ต้อนรับแสงใหมในชีวิตอย่างงดงาม เสริมความสำเร็จและโชคลาภ</p>

<p>อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือบริเวณ&nbsp;คลองโอ่งอ่าง&nbsp;ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีฉายสะท้อนผืนน้ำงดงาม ตกแต่งด้วยศิลปะรังโกลี (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อย ที่จะถูกจุดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับแสงใหม่ในชีวิต ตั้งแต่วันที่ 16-31 ตุลาคม เวลา 16.00-22.00 น. และในวันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ผู้ร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิงวัฒนธรรมบนเวทีย่อยริมคลอง เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งแสงให้งดงามยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรที่ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองและส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลดีวาลีในพื้นที่อื่น ๆ ประกอบด้วย ICONSIAM&nbsp; ห้างสรรพสินค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ทั้งนี้ ตลอดระยะการจัดงาน ททท. คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ไม่น้อยกว่า 100,000 คน และคาดการณ์รายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศในช่วงเทศกาลดิวาลี ไม่น้อยกว่า 650 ล้านบาท</p>

<p>ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียและผู้ร่วมงานผ่านกิจกรรม&nbsp;&ldquo;Amazing Thailand Grand Diwali Privilege 2025&rdquo;&nbsp;ส่งต่อความสุขให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รับเทียนที่ระลึกและสิทธิพิเศษส่วนลดในการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ&nbsp; สยามพิวรรธน์, Central Group, King Power, Big C, One Bangkok, Erb, ซื่อสัตย์ iSnack, Jula&rsquo;s herb และอีกมากมาย โดยเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิประโยชน์ภายในงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 วันที่ 16-18 ตุลาคม 2568 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งภายในงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 วันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ณ พื้นที่คลองโอ่งอ่าง และวันที่ 18-20 ตุลาคม 2568 ณ พื้นที่พาหุรัด เพื่อให้ทุกการมาเยือนในช่วงเทศกาลดีวาลีครั้งนี้ เต็มไปด้วยแสงแห่งความสุข ความโชคดี และประสบการณ์ที่น่าจดจำที่สุดในประเทศไทย</p>

<p>ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง&nbsp;ทั้งด้านจำนวนและรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม &ndash; 7 ตุลาคม 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียแล้วกว่า 1,821,962 คน ครองอันดับ 1 ใน 3 ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้ดี ประกอบกับเที่ยวบินตรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรการยกเว้นวีซ่า 60 วัน ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น ส่วนใหญ่นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) ไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันเริ่มขยายการเดินทางไปยังพื้นที่หมู่เกาะ ได้แก่ เกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ซึ่งมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 36,704 บาท/คน/ทริป จำนวนวันพักเฉลี่ย 6.60 คืน ทั้งนี้ ททท. ยังเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ Family, Incentive, Wedding &amp; Celebrations, Lady Travelers, Active Senior, Millennials, Luxury Leisure และ Golf พร้อมตั้งเป้าหมายกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียให้ได้ 2.5 ล้านคนภายในสิ้นปี 2568</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/20251009b533fa69b89d7adfcf72d19988495862175648.jpg' type='image/jpg' length='440080' />
</item>
<item>
<title><![CDATA["ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ได้อันดับ 1 ของสนามบินที่มีสายการบินให้บริการมากที่สุดในโลก ตอกย้ำประเทศไทยจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/408148</link>
<guid isPermaLink="false">d9841ce7bef1b62a0406d6b384ad9560</guid>
<pubDate>Wed, 23 Jul 2025 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ ( 23 กรกฎาคม 2568 ) เวลา 08.30 น. นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจโดย Brilliant Maps<em>&nbsp;&quot;ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ&rdquo;&nbsp; ได้อันดับ 1 ของสนามบินที่มีสายการบินให้บริการมากที่สุดในโลก โดยมีจำนวน 113 สายการบิน</em><br />
<br />
อันดับ 2 ท่าอากาศยานปารีส ชาร์ล เดอโกลล์ ปารีส จำนวน 105 สายการบิน<br />
อันดับ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ จำนวน 97 สายการบิน<br />
อันดับ 4 ท่าอากาศยานนานาชาติอิสตันบูล จำนวน 93 สายการบิน<br />
อันดับ 5 ท่าอากาศยานโรม ลีโอนาร์โด ดาวินชี-ฟิอุมมิชิโน จำนวน 92 สายการบิน<br />
อันดับ 6 ท่าอากาศยานมิลาโน มัลเปนซา จำนวน 86 สายการบิน<br />
อันดับ 7 ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ ผู่ตง จำนวน 83 สายการบิน<br />
อันดับ 8 ท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ จำนวน 83 สายการบิน<br />
อันดับ 9 ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี จำนวน 82 สายการบิน<br />
อันดับ 10 ท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต จำนวน 80 สายการบิน<br />
<br />
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้อันดับ 1 ของสนามบินที่มีสายการบินให้บริการมากที่สุดในโลก&nbsp;<em>ถือเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้พัฒนาสนามบินอย่างต่อเนื่อง</em>&nbsp;โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้มีความสะดวกสบาย ปลอดภัย และทันสมัย เพื่อเพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกต่อไป และเพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการบินของภูมิภาค<br />
<br />
&ldquo;รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคมและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งผลักดันและพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว สร้างรายได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) โดยในช่วงที่ผ่านมานั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ติดอันดับ 39&nbsp; ของสนามบินที่ดีที่สุดในโลก จากเดิมที่อยู่อันดับ 58 พร้อมกับตั้งเป้าให้ติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลกภายในระยะ 5 ปี&rdquo; นางสาวศศิกานต์ กล่าว</p>

<p>ที่มา : รัฐบาลไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/202507231a67d1a49177b417480778bdb142ed5d140530.jpg' type='image/jpg' length='73740' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ วางระบบเตือนภัยส่ง SMS ตรงจากกรมอุตุฯ ระหว่างรอ Cell Broadcast]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/377859</link>
<guid isPermaLink="false">806159aa4f9182da6d5841cb3020c7f6</guid>
<pubDate>Tue, 01 Apr 2025 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์หลายตึก<br />
ในกรุงเทพมหานครได้อพยพคนออกจากตึก ว่า ขณะนี้ได้รับการยืนยันจากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้วว่าสถานการณ์อาฟเตอร์ช็อคจากเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมา ไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทย ดังนั้น ย้ำว่าผู้ที่รับผิดชอบตึกทุกตึกต้องเป็นผู้ตรวจสอบว่าแต่ละตึกได้รับผลกระทบอย่างไร หากตรวจสอบแล้วมีข้อสงสัยใด ๆ ให้ติดต่อไปยังกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) และหากตรวจสอบแล้วว่าตึกมีความปลอดภัยขอให้ผู้ดูแลตึกแจ้งผู้อยู่อาศัย ส่วนการตรวจสอบตึกที่ถล่ม ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนก็พร้อมตรวจสอบทุกอย่าง ตั้งแต่เริ่มโครงการก่อสร้าง ออกแบบ และการตรวจสอบวัสดุการก่อสร้าง โรงงาน ซึ่งจะมีการตรวจสอบทั้งหมด เชื่อว่าจะได้คำตอบบ้างใน 2-3 วันนี้ ส่วนปัญหาเรื่องมาตรฐานของเหล็กที่นำมาใช้ในการก่อสร้างนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบทำผิดจะดำเนินการอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย ไม่มีการละเว้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการชี้แจงนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทยว่า ได้แจ้งทุกช่องทาง ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งเมื่อตนเองได้ร่วมพิธีเปิดงาน Thailand Investment and Expat Services Center ได้ชี้แจงว่า เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงตึกเดียว แต่มาตรฐาน ตึกในกรุงเทพมหานครทั้งหมด สร้างไว้ตามมาตรฐานที่รองรับเรื่องแผ่นดินไหว ตึกอื่น ๆ จึงไม่ได้เกิดปัญหา ดังนั้นจะต้องสร้างความมั่นใจ</p>

<p>นายกฯ ติดตามการช่วยเหลือ ผู้ติดค้างในตึก สตง. ถล่ม พร้อมให้กำลังใจทีมไทยและทีมอาสาต่างชาติ ย้ำ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกหน่วยงาน&nbsp;<br />
(31 มี.ค. 68) เวลา 12.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ลงพื้นที่เขตจตุจักร เพื่อติดตามความคืบหน้า อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ถล่ม เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังรายงาน โดยนายกรัฐมนตรีได้พบกับอาสาสมัครจากหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งผู้แทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนของกองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมรับฟังรายงานซึ่งมีข่าวดีว่าเจ้าหน้าที่ตรวจพบสัญญาณชีพเพิ่มเติม จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินไปที่จุดของหน่วยกู้ชีพซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับทีมอาสาชาวต่างชาติ ว่า หากต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพิ่มเติม ขอให้ติดต่อมาได้ทันที โอกาสนี้ ได้พบปะหารือกับนางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูต อิสราเอลประจำประเทศไทย ที่เดินทางมาร่วมให้กำลังและคอยสังเกตการณ์ในพื้นที่ เนื่องจากทางการอิสราเอลได้นำเครื่องมือพิเศษสแกนหาสัญญาณชีพมาร่วมในปฏิบัติการค้นหาผู้ติดค้างในตึกที่ถล่มในครั้งนี้ด้วย</p>

<p>นายกฯ หารือ &ldquo;ส่ง SMS เตือนภัยแผ่นดินไหว&rdquo; ย้ำเป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงรุกในการสื่อสาร ให้ประชาชนรับทราบข้อมูล&nbsp;<br />
(31 มี.ค. 68) เวลา 14.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามและแก้ไขปัญหาการเตือนภัย SMS ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามในที่ประชุมถึงการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยในวันเกิดเหตุแผ่นดินไหว (28 มีนาคม 2568) ซึ่งพบข้อจำกัดใน 2 ประเด็น คือ 1. มีการดำเนินการช้าในช่วงสรุปข้อความ และ 2. มีความล่าช้า ในขั้นตอนการส่งข้อความ<br />
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สรุปผลการหารือที่ประชุม 3 ฝ่าย ว่า ปภ. จะทำระบบปฏิบัติการใหม่ในเรื่องการเตือนภัย และให้กำหนดไทม์ไลน์ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แล้วจะใช้เวลาอย่างไร กี่นาที เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ ขณะที่ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม NT TRUE AIS ให้ความมั่นใจในการหาแนวทางสื่อสารใช้เป็นระบบสำรอง ก่อนที่จะมีการใช้ระบบ Cell Broadcast<br />
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า เมื่อเกิดเหตุ ควรจะแจ้งเตือนภายในเวลา 5 นาที ซึ่งการส่ง SMS เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงรุก เพื่อการแจ้งเตือนว่ามีแผ่นดินไหว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์และโพสต์ในโซเชียลมีเดีย สื่อสารว่า เมื่อเช้า (31 มีนาคม 2568) ไม่ใช่แผ่นดินไหว ต้องช่วยสื่อสารทุกรูปแบบ เพื่อแจ้งยืนยันถึงสถานการณ์ ไม่ให้ประชาชนสับสนเกิดความตื่นตระหนก<br />
นายกรัฐมนตรี กำชับถึงความชัดเจนของหน่วยงานหลัก หรือเจ้าภาพงาน จะกำหนดขั้นตอน (flow)&nbsp;<br />
ในการแจ้งเตือนประชาชนในอนาคตให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน ซึ่งระบบเตือนภัยต้องครอบคลุมและสามารถจำแนกประเภทของภัยได้อย่างชัดเจน ตามข้อแนะนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่แบ่งภัยออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ภัยธรรมชาติ มีหลายระดับของการเตือนภัย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ 2) ภัยไซเบอร์ การโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญ เช่น โรงพยาบาล สายการบิน และระบบสื่อสาร จำเป็นต้องมีการเตรียมการรับมือที่มีประสิทธิภาพ และ 3) ภัยที่เกิดจากมนุษย์ เช่น ไฟไหม้ หรือเหตุการณ์ก่อการร้าย เป็นต้น&nbsp;<br />
ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แบ่งหน้าที่ และขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้<br />
1. ให้กระทรวงมหาดไทย จัดทำแผนและมาตรการป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นระบบ work flow ให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้าใจตรงกัน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ก่อน และหลังระบบ Cell Broadcast&nbsp;<br />
2. ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หามาตรการในการประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยา กสทช. เรื่องการส่งข้อความเตือนภัยให้ชัดเจน<br />
3. ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งออกมาตรการข้อกำหนดต่าง ๆ ในการตรวจสอบอาคารสูง เพื่อให้ได้มาตรฐาน</p>

<p>นายกฯ เดินหน้าปรับปรุงระบบเตือนภัย ผ่าน SMS ปูทางรับ Cell Broadcast กรกฎาคม ย้ำข้อความต้องกระชับ ถูกต้อง เข้าใจง่าย<br />
(31 มี.ค. 68) เวลา 15.05 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมติดตามและแก้ไขปัญหาการแจ้งเตือนภัยผ่าน SMS ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ AIS TRUE และ NT เพื่อร่วมถอดบทเรียนและวางแนวทางปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัย<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจาก Cell Broadcast จะสามารถใช้ได้ช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 เพราะฉะนั้นหากมีอะไรเกิดขึ้นจะดำเนินการอย่างไร โดยที่ประชุมได้มีข้อสรุปที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบ SOP ส่งข้อความได้ทันทีจากที่รับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)&nbsp;<br />
ไม่ต้องวิเคราะห์ข้อความ ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมง และเนื้อหาต้องเป็นข้อความที่กระชับ ถูกต้อง เข้าใจง่าย นอกจากนั้น ระหว่างรอ Cell Broadcast ระบบเต็มมานั้นให้ใช้เป็นระบบ Virtual Cell Broadcast ก่อนที่จะถึงเดือนกรกฎาคม 2568 สำหรับระบบ Android จำนวน 70,000,000 เลขหมาย ปภ. จะส่งข้อความตรงไปที่ Operator ได้เลย ส่วนในระบบ iOS จำนวน 50,000,000 เลขหมาย ให้ใช้การส่ง SMS ไปก่อน โดยให้ทาง ปภ. ส่งข้อความตรงไปที่ Operator เช่นกัน เพื่อกระจายข้อความสู่ประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กสทช. จะเร่งเจรจากับทางบริษัทแอปเปิล เพื่อเร่งให้สามารถใช้ระบบ Virtual Cell Broadcast ชั่วคราว&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ระบบเตือนภัย SMS หรือ Cell Broadcast เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการแจ้งเตือนภัย แต่รัฐบาลจะมีช่องทางการสื่อสารกับประชาชนผ่านแพลตฟอร์มอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น LINE Facebook รวมถึงโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ นอกจากนี้ กรมประชาสัมพันธ์ได้เริ่มดำเนินการประชาสัมพันธ์เบื้องต้นไปแล้ว เมื่อ Cell Broadcast มาจะสามารถกระจายการแจ้งเตือนครอบคลุมทุกเลขหมายได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วม หรือพายุ เหมือนกับในต่างประเทศ&nbsp;</p>

<p>เตือนระวัง SMS ข่าวปลอม &ldquo;แผ่นดินไหว&rdquo; แนะ ปชช. ตรวจสอบข่าวผ่านแพลตฟอร์ม cofact.org&nbsp;<br />
(31 มี.ค. 68) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชน ระวังมิจฉาชีพส่ง SMS ดูดข้อมูลส่วนตัว อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมบนออนไลน์ อ้างเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลังพบประชาชนเข้าแพลตฟอร์ม cofact.org ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อตรวจสอบข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติ อาคารสูงที่มีรอยร้าวจากแผ่นดินไหว สอบถามข้อเท็จจริงผู้รับเหมาอาคารที่ตึกถล่ม กว่า 7,832 ราย นอกจากนี้ ยังพบอีกว่ามิจฉาชีพอาศัยสถานการณ์ดังกล่าว ส่งลิงก์ผ่าน SMS และโพสต์ลิงก์ข่าวปลอม โดยอ้างว่าเป็นการแจ้งเตือนเหตุการณ์แผ่นดินไหว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/202504013afd31ce96e362d62abfa3ef7892b3d3094635.jpg' type='image/jpg' length='1350005' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบ 620 ล้านบาท แก้ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/359749</link>
<guid isPermaLink="false">969b285d96d16710903593a904854985</guid>
<pubDate>Tue, 28 Jan 2025 17:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (28 มกราคม 2568) เวลา 12.30 น. ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมครม. ได้อนุมัติงบกลางในปี 2568 ภายใต้มาตรการรับบริการไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง พ.ศ. 2568 วงเงินรวมทั้งสิ้น 620 ล้านบาท ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ซึ่งจากมาตรการดังกล่าวได้มีข้อสั่งการและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าในการเร่งแก้ไขปัญหาและรับมือในการป้องกันสถานการณ์ของไฟป่า รวมถึงปัญหาฝุ่นละอองและควันตามที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ&nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมครม. ได้มีการนำเสนอแผนมาตรการการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการมาตรการตามภารกิจของแต่ละกระทรวง &nbsp;โดยกระทรวงมหาดไทยได้มีการสั่งให้หน่วยภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ รับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ โดยให้ดำเนินการออกประกาศห้ามเผา รวมถึงให้มีการดำเนินการจัดการบริหารซังข้าวโพด &nbsp;ต้นอ้อยแห้งเป็นการฝังกลบแทนการเผา การจัดการโดยวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์และการจัดการโดยวิธีการใช้เครื่องแพ็กฟาง ตลอดจนดำเนินการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเตรียมการจัดการรับมือการดับไฟป่า&nbsp;</p>

<p>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีมาตรการให้มีการดูแลกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ด้วยการมอบและแจกจ่ายหน้ากาก N95 &nbsp;อีกทั้งมาตรการในการรองรับกลุ่มผู้เปราะบาง ผู้ป่วย และเด็ก ด้วยห้องปลอดฝุ่น (Clean Room) &nbsp;</p>

<p>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีมาตรการปฏิบัติการเชิงรุกที่จังหวัดเชียงใหม่โดยใช้งบกลางที่ได้มีจัดสรรในการจัดจ้างบุคลากร &nbsp;ให้มีการดำเนินการเข้ามาดูแลพื้นที่ ดูแลเรื่องของปัญหาไฟป่า&nbsp;</p>

<p>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการดำเนินมาตรการไม่ให้มีการเผาในทุกพื้นที่การเกษตร โดยหากพบเจอว่ามีการเผาให้มีการดำเนินการตัดสิทธิการสนับสนุนเงินเยียวยาจากรัฐบาล โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 68 - 31 พฤษภาคม 69 และนอกจากนี้ จะมีการดำเนินการการใช้ปฏิบัติการฝนหลวง ในการจัดการปัญหาลดฝุ่นละอองในอากาศ &nbsp;</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปถึง มาตรการให้ประชาชนสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะและขึ้นรถไฟฟ้า BTS ฟรี ซึ่งจากมาตรการดังกล่าวมีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น และมีผลสำรวจออกมาว่าปริมาณจำนวนรถยนต์บนท้องถนนมีอัตราลดลงถึง 500,000 คัน/วัน &nbsp;</p>

<p>กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีมาตรการในการขอความร่วมมือโรงงานและสมาคมชาวไร่อ้อย ไม่ให้มีการรับอ้อยที่มาจากการเผาเกิน 25% ต่อวัน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้เน้นย้ำมากในเรื่องนี้ และได้ผลเป็นอย่างดี ซึ่งสถิติลดเหลือต่ำมากเหลือ 10% ต่อวัน ขณะเดียวกันทุกโรงงานก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขอขอบคุณทุกโรงงานที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี &nbsp;นอกจากนี้ ยังมีมาตรการทำใบอ้อยให้มีมูลค่าแทนการเผา เพื่อนำไปขายให้กับโรงงานที่ใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร&nbsp;</p>

<p>ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมมือกับอาเซียน ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา และมีกรอบความร่วมมือด้านนโยบายให้เกิดความชัดเจนกับประเทศภูมิภาคเอเชีย และประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะให้ความร่วมมือด้านเทคนิค และด้านความรู้ของแต่ละประเทศ ซึ่งจะสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/20250128aabbc31a8974d810b106dd3911385733174744.jpg' type='image/jpg' length='26646' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ติดตามการแก้ปัญหาป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หวังใช้เป็นต้นแบบจัดการปัญหาทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/336497</link>
<guid isPermaLink="false">59261139635892f2d8433f418c4f1e41</guid>
<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (1 พ.ย. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อติดตามและรับฟังปัญหาด้านการป้องกัน ปราบปรามยาเสพติด และกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในโครงการมินิธัญญาลักษณ์ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากจะเป็นการติดตามงานตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงนโยบายแล้ว ยังเป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในภูมิภาคอาเซียนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน<br />
ที่ประเทศลาวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งประเทศไทยได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง &nbsp; โดยที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้มีการตั้งอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการควบคุมยาเสพติดใน 5 ประเทศ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และจีน เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งในและต่างประเทศสอดรับกับแนวทางในการแก้ไขปัญหา&nbsp;<br />
กำหนดภารกิจการลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน. 6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานร้อยเอ็ด อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เวลา 11.30 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสั่งการโมเดลการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ ณ วัดบ้านเขวาทุ่ง ต.เขวาทุ่ง อ.ธวัชบุรี&nbsp;<br />
จ.ร้อยเอ็ด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เวลา 12.45 น. นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามกระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของโครงการ<br />
มินิธัญญารักษ์ ณ ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต.โพธิ์สัย อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เวลา 14.30 น. นายกรัฐมนตรี ตรวจติดตามการฝึกอาชีพและแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ<br />
ผู้เข้ารับการบำบัด ณ ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหายาเสพติด (อบต.น้ำใส) ต.น้ำใส อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp; เวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6)&nbsp;<br />
ดอนเมือง กรุงเทพฯ<br />
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะติดตามผลการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็น 1 ใน 10 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมสั่งการและกำหนดรูปแบบในแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง และจะกำหนดเป็นพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ พร้อมทั้งเตรียมขยายผลความสำเร็จเพื่อสานต่อนโยบายของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งจะเร่งรัดให้สัมฤทธิ์ผล ทั้งนี้ ยังได้มีการยกโมเดลการแก้ไขที่ จ.น่าน และร้อยเอ็ด เพื่อไปเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนด้วย<br />
จากการติดตามผลการดำเนินการตามนโยบายระยะแรกเมื่อเดือน มิ.ย. - 31 ส.ค. 67 ในพื้นที่ 25 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ นครสวรรค์ ภาคกลาง ได้แก่ สมุทรปราการ ชลบุรี และกาญจนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้แก่ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองคาย มุกดาหาร สกลนคร หนองบัวลำภู เลย บึงกาฬ และ ขอนแก่น ภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้รับรายงานมีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีผลการจับกุมผู้ผลิตรายใหญ่และรายเล็ก จากทุกส่วนราชการ ซึ่งทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย และมั่นใจในสังคมที่ดีมากขึ้น<br />
&ldquo;ท่าวังผา &ndash; ร้อยเอ็ดโมเดล&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;7 พ.ค. 67 คณะรัฐมนตรี (รัฐบาลเศรษฐา) เห็นชอบให้มีคณะกรรมการติดตามเร่งรัดดำเนินการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้กำหนดพื้นที่ที่มีปัญหายาเสพติดรุนแรงทั้งหมด 25 จังหวัด&nbsp;<br />
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ตอนล่าง โดยมุ่งเน้นเห็นผลสำเร็จภายใน 90 วัน (1 มิ.ย. - 31 ส.ค. 67) โดยใช้ ท่าวังผาโมเดล (อ.ท่าวังผา จ.น่าน) และ ร้อยเอ็ดโมเดล (อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด) ด้วยกลยุทธ์ &ldquo;ปลุก เปลี่ยน ปราบ&rdquo; ให้เป็นจังหวัดสีขาว&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปลุก คือ การปลุกชุมชนให้เข้มแข็ง ลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหายาเสพติดร่วมกับภาครัฐ ป้องกันตั้งแต่ระดับเยาวชนผ่านหลักสูตรในสถาบันการศึกษา<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เปลี่ยน คือ เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ทำการ X-ray ชุมชนแล้วนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกอาชีพ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปราบ คือ การปราบปรามนักค้ายาเสพติด สกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้ายาเสพติด และใช้มาตรการ &ldquo;ยึด อายัดทรัพย์สิน&rdquo; เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด<br />
โดยกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน บูรณาการความร่วมมือในการปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง พร้อมให้การสนับสนุนและให้รางวัลแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จตามเป้าหมาย และจะมีบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ที่บกพร่องละเลยในการปฏิบัติหน้าที่<br />
ความพร้อมโครงการมินิธัญญารักษ์ รองรับการบำบัดรักษา<br />
&ldquo;มินิธัญญารักษ์&rdquo; เป็นแนวคิดขยายพื้นที่บริการและเพิ่มการเข้าถึงของผู้ป่วยที่ติดยาและสารเสพติดในเขตสุขภาพ ลดความแออัดสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพระยะยาวในโรงพยาบาลเฉพาะทาง ซึ่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอสำหรับจำนวนผู้ป่วยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น กรมการแพทย์ ได้ขยายบริการสู่เขตสุขภาพด้วยความร่วมมือจากโรงพยาบาลชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อม โดยใช้แนวคิด &ldquo;Mini Big C&rdquo; ที่นำห้างสรรพสินค้าลงสู่ชุมชนในรูปแบบร้านสะดวกซื้อ ได้นำแนวคิด (Concept) มาพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาและสารเสพติดระยะกลาง (Intermediate Care) และระยะยาว (Long term Care) ภายใต้ชื่อ&ldquo;มินิธัญญารักษ์&rdquo; และได้พัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาและสารเสพติดระยะยาวในโรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่ 7, 9, 10 ซึ่งเป็นรูปแบบ Long term Care ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2564 ณ โรงพยาบาลกุดชุม จ.ยโสธร ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น สะดวกต่อการเดินทาง ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการเดินทางมารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะทาง&nbsp;<br />
จ.ร้อยเอ็ด มีประชากรราว 1.2 ล้านคน มีผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับบริการสาธารณสุข 64,740 คน คิดเป็น 5,014 ต่อแสนประชากร ด้านการรักษาในมินิธัญญารักษ์ 1,091 คน และในโรงพยาบาล (แผนกจิตเวช) ผู้ป่วยสีแดง และสีส้ม ผู้ป่วยใน 204 คน สีเหลืองผู้ป่วยนอก 668 คน คุมประพฤติบำบัดแบบ Matrix program 1,060 คน รวมจำนวนที่นำเข้าบำบัดแล้ว 1,168 คน<br />
ขณะนี้เปิดให้บริการแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ 1. รพ.ธวัชบุรี 2. รพ.ปทุมรัตต์ 3. รพ.พนมไพร 4. รพ.เสลภูมิ &nbsp;5. รพ.จตุรพักตรพิมาน 6. รพ.ศรีสมเด็จ (บ้านฮักแพง) และอีก 7 แห่ง อยู่ในระหว่างการปรับปรุงสถานที่ รวมจำนวนทั้งหมด 1,505 เตียง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/20241101237d250907c3a553d535418e16c14625110101.png' type='image/png' length='1292374' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[1 พ.ย. ดีเดย์ลงทะเบียน “แอ่วเหนือ...คนละครึ่ง” เปิดขั้นตอนรับสิทธิ์ เที่ยว 17 จังหวัด]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/336492</link>
<guid isPermaLink="false">8e2fb9ee3ed63bed748c518b87b69b9f</guid>
<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 10:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแคมเปญ &ldquo;แอ่วเหนือ...คนละครึ่ง&rdquo; เริ่มลงทะเบียนรับสิทธิ์ส่วนลด 50% รวมมูลค่าไม่เกิน 400 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป เพื่อฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นหลังประสบอุทกภัยในพื้นที่ 17 จังหวัด และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเดือน พ.ย. - ธ.ค. 67<br />
ททท. จัดแคมเปญ &ldquo;แอ่วเหนือ...คนละครึ่ง&rdquo; กระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กว่า 550 ราย จัดแคมเปญ &ldquo;แอ่วเหนือ...คนละครึ่ง&rdquo; มอบส่วนลด 50% รวมมูลค่าไม่เกิน 400 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ ให้แก่นักท่องเที่ยว (1 คน/1 สิทธิ์) โดยผู้ที่ลงทะเบียนก่อนได้รับสิทธิ์ก่อน (First Come First Served) เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวระยะเร่งด่วนในช่วงเดือน พ.ย. - ธ.ค. 67 ฟื้นฟูการท่องเที่ยวภาคเหนือ &nbsp;ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและกระจายรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยว คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 44.34 ล้านบาท<br />
ขั้นตอนการเข้าร่วม &ldquo;แอ่วเหนือ...คนละครึ่ง&rdquo;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เข้าพัก : นักท่องเที่ยวเข้าพักกับโรงแรมที่เข้าร่วมแคมเปญ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลงทะเบียน : นักท่องเที่ยว Scan QR Code และกรอกข้อมูล ชื่อ-สกุล ภูมิลำเนา เบอร์โทรศัพท์&nbsp;<br />
เพื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์ ณ ที่พัก ที่เข้าร่วมแคมเปญในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด (เท่านั้น)&nbsp;<br />
&nbsp;*การลงทะเบียนรับสิทธิ์ส่วนลด ไม่สามารถจองล่วงหน้าได้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ใช้สิทธิ์ส่วนลด : นักท่องเที่ยว Scan QR Code ใช้ส่วนลดกับสถานประกอบการ ที่เข้าร่วมแคมเปญ อาทิ โรงแรม/ที่พัก ร้านอาหาร สปา ณ สถานประกอบการที่ต้องการใช้สิทธิ์ จากนั้นกรอกเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียน และยอดค่าใช้จ่ายตามจริง<br />
เปิดคู่มือนักท่องเที่ยว &ldquo;แอ่วเหนือ...คนละครึ่ง&rdquo;<br />
วิธีลงทะเบียนรับสิทธิ์&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สแกนป้ายรับสิทธิ์ส่วนลดกับที่พัก/โรงแรมที่เข้าร่วม<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรอกข้อมูล และใส่รหัส OTP กดรับสิทธิ์ส่วนลด<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;แสดงผลการลงทะเบียนรับสิทธิ์กับพนักงาน<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;SMS แจ้งยอดส่วนลด และระยะเวลาการใช้สิทธิ์<br />
เงื่อนไขการลงทะเบียนรับสิทธิ์&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 67 เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นักท่องเที่ยวที่สามารถรับสิทธิ์ได้จะต้องเข้าพักกับโรงแรม/ที่พัก ที่เข้าร่วมโครงการฯ เท่านั้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลงทะเบียนผ่านการ Scan QR Code กับป้ายที่ ททท. จัดเตรียมให้ ณ โรงแรม/ที่พักเท่านั้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อนักท่องเที่ยวได้รับสิทธิ์ส่วนลดแล้วจะต้องนำไปใช้ภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) นับจากเวลา<br />
ที่ได้รับ SMS ลงทะเบียนสำเร็จ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หากไม่มีการใช้สิทธิ์กับสถานประกอบการใด สิทธิ์ของท่านจะถูกยึดคืนทันที และไม่สามารถลงทะเบียนได้ใหม่อีกครั้ง<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้เพียง 1 ครั้ง ตลอดโครงการฯ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระยะเวลาโครงการฯ 1 พ.ย. 67 - 31 ธ.ค. 67<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ททท. ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของแคมเปญโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า<br />
วิธีใช้สิทธิ์ส่วนลดคนละครึ่ง&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สแกนป้าย QR Code กับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโดยสังเกตป้ายที่มีโลโก้ &ldquo;แอ่วเหนือ...คนละครึ่ง&rdquo;<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรอก เบอร์โทรศัพท์ ใส่รหัส OTP ที่ได้รับ ผ่าน SMS เพื่อยืนยันตัวตน<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรอกยอดใช้จ่ายตามจริง กดปุ่ม &ldquo;ตกลง&rdquo;<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ยืนยันการใช้สิทธิ์ กดปุ่ม &ldquo;ใช้สิทธิ์ส่วนลด&rdquo;<br />
5.&nbsp;&nbsp; &nbsp;หลังชำระเงินให้ร้านค้าถ่ายหน้าจอรายการที่ชำระเงินแล้ว คู่กับใบเสร็จให้ชัดเจน<br />
6.&nbsp;&nbsp; &nbsp;SMS แจ้งยอดส่วนลดคงเหลือและระยะเวลาการใช้สิทธิ์&nbsp;<br />
เงื่อนไขการใช้สิทธิ์<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นักท่องเที่ยวสามารถใช้สิทธิ์ส่วนลด 50% ไม่เกิน 400 บาท โดย Scan QR Code ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ณ เคาน์เตอร์โรงแรม/ที่พัก ที่เข้าร่วมโครงการ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อต้องการใช้สิทธิ์ส่วนลดกับสถานประกอบการใด จะต้อง Scan QR Code กับป้าย ณ สถานประกอบนั้น ๆ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ระบบจะทำการคำนวณสิทธิ์ส่วนลดคนละครึ่ง หรือ 50% จากยอดใช้จ่าย โดยจะลดสูงสุด 400 บาท หรือจากยอดคงเหลือของท่าน กรุณากรอกข้อมูลการใช้จ่ายตามจริง<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนลด 400 บาท สามารถใช้ได้ทุกสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง&nbsp;<br />
ตลอดอายุการใช้สิทธิ์ส่วนลด (3 วัน หรือ 72 ชม.) แต่ไม่สามารถใช้ซ้ำสถานประกอบการเดิมได้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอสงวนสิทธิ์การใช้ส่วนลด 1 ท่าน / 1 ใบเสร็จ เท่านั้น<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สิทธิ์ส่วนลดไม่สามารถนำมารวมกันได้ทุกกรณี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ททท. ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของแคมเปญโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สิทธิ์ในการใช้ส่วนลดมีจำนวนจำกัด ททท. จึงขอสงวนสิทธิ์ให้กับผู้ที่ลงทะเบียน ในรูปแบบลงทะเบียนก่อนรับสิทธิก่อน (First Come First Served) โดยคำตัดสินของ ททท. ถือเป็นที่สิ้นสุด<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ติดตามรายละเอียดแคมเปญ สิทธิ์คงเหลือ และรายชื่อสถานประกอบการที่เข้าร่วมแคมเปญได้ที่เว็บไซต์ https://www.แอ่วเหนือคนละครึ่ง.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center โทร. 1672</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/202411015aad36036a46170a20911b564dbdfce0105617.png' type='image/png' length='1492459' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ปรับเกณฑ์จ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วม เหมาจ่าย 9,000 บาท ต่อครัวเรือน]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/336524</link>
<guid isPermaLink="false">9103814148c6aa5c4e840c809794be10</guid>
<pubDate>Mon, 07 Oct 2024 12:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. ปรับเกณฑ์จ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วม เหมาจ่าย 9,000 บาท ต่อครัวเรือน . ที่ประชุม ครม. (8 ต.ค. 67) เห็นชอบหลักเกณฑ์การเยียวยาจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 (จากหลักเกณฑ์เดิมกำหนดเป็นกรอบ 5,000 บาท 7,000 บาท และ 9,000 บาท) โดยเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายอัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงินเดิม (3,045 ล้านบาท) เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับสถานการณ์ที่อุทกภัยได้ส่งผลรุนแรง เกิดความเสียหายกับประชาชนข้อมูล ณ วันที่ 3 ต.ค. 67 พบว่า มีประชาชนยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือแล้ว ในพื้นที่ 50 จังหวัด รวม 67,296 ครัวเรือน จากพื้นที่อุทกภัยในฤดูฝนปี 2567 ทั้งหมด 57 จังหวัด ซึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งบัญชีรายชื่อครัวเรือนที่ขอรับความช่วยเหลือ ให้ธนาคารออมสินและได้โอนจ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัย ในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ แล้วรวมจำนวน 6,363 ครัวเรือน เป็นเงิน 31,857,000 บาท ซึ่งกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นผู้ได้รับโอนเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท และจะทำการโอนเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ครบ 9,000 บาทต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/202411017af63b74465339916f35b9a44b9d9f6c122444.jpg' type='image/jpg' length='311952' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ติดตามการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการด่านชายแดน CIQ บ้านฮวก]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/270621</link>
<guid isPermaLink="false">853ee74cc709e5ed28118d0f92532b61</guid>
<pubDate>Tue, 19 Mar 2024 09:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 18 มีนาคม 2567&nbsp;ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการด่านชายแดน CIQ โดยมีนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับด้วยกระเป๋าย่ามไทลื้อและโคมล้านนาของจังหวัดพะเยา นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้<br />
&nbsp;<br />
นายกฯ กล่าวพบปะกับประชาชนว่า ศักยภาพการค้าขายตามด่านชายแดนของจังหวัดพะเยา โดยเฉพาะด่านบ้านฮวก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดพะเยา ปัจจุบันประเทศไทยมีสัตว์เศรษฐกิจคือโค ซึ่งมีความต้องการในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ในอดีตการค้าขายโคเป็นไปอย่างลำบาก เพราะต้องนำโคจากไทยไปกักกันโรคที่ประเทศลาว แต่รัฐบาลชุดนี้โดยกระทรวงการต่างประเทศได้มีการเจรจากับประเทศจีน ขอให้มีการสร้างด่านกักกันโรคในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้การส่งออกโคไปยังประเทศจีนคล่องตัวดีขึ้น ตรงนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดพะเยาและของประเทศไทย<br />
&nbsp;<br />
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า พรุ่งนี้จะมีการประชุม ครม.ที่จังหวัดพะเยาเป็นครั้งแรก ตนเองเชื่อว่า จะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นในจังหวัดพะเยา หนึ่งในหลาย ๆ เรื่อง คือการยกเว้นพื้นที่ป่าสงวนให้สร้างถนน 4 เลน ทำให้การขยายตัวทางการค้าระหว่างชายแดนดีขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการทำการค้าขายระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว อันจะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดพะเยาอีกเป็นหลายแสนล้านบาท โดยรัฐบาลจะสนับสนุนและเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด<br />
&nbsp;<br />
สำหรับการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการด่านชายแดน CIQ ช่วยเสริมสร้างการค้าและการลงทุน ศูนย์กลางของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงไปยังประเทศจีนและระบบ Logistic และการกระจายสินค้าสู่ประเทศ GMS และกลุ่ม ASEAN ทั้งเสริมสร้างจุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก อำเภอภูซาง ติดกับด่านสากลปางบอน เมืองคอบ แขวงไชยะบุรี สาธารณัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว&nbsp; อีกทั้งจะช่วยสร้างมูลค่าสินค้าส่งออกและนำเข้าเพิ่มขึ้น 30% GPP จังหวัดพะเยาเพิ่มขึ้น 2% และจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 10% อีกด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/202403199c4523f856387c8e1a1d61b9a6eedfad094303.jpg' type='image/jpg' length='38534' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หนุนลำพูนเป็น “เมืองหลัก” เดินหน้ายกระดับการค้าชายแดน/ท่องเที่ยว ไทย – ลาว]]></title>
<link>https://radiofang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/270437</link>
<guid isPermaLink="false">3cbfb4cc0258a90a5276e22b88e47b4c</guid>
<pubDate>Mon, 18 Mar 2024 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เกาะติดภารกิจนายกฯ ลงพื้นที่ลำพูน 17 มีนาคม 67 (17 มีนาคม 2567) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย พร้อมพบปะประชาชน ณ บ้านดอนหลวง ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลําพูน โดยเยี่ยมชมผลการขับเคลื่อนนโยบายฯ เช่น การแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 ของลำพูน การจัดการผลิตภัณฑ์การเกษตร ผ้าฝ้ายทอมือ และเยี่ยมชมการทอผ้าฝ้าย โดยนายกฯ มีการกล่าวว่า</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ลำพูนเป็นเมืองรองซึ่งสามารถยกเป็นเมืองหลักได้ ส่วนการขยายสนามบินล้านนาจะทำให้การเดินทางจากเชียงใหม่มาลำพูนใช้เวลาไม่นาน กระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือ</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หนี้นอกระบบ ฝากผู้ว่าฯ จัดตั้งตลาดนัดหนี้นอกระบบร่วมกับอำเภอ ผู้กำกับการตำรวจ</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายกฯ &nbsp;&nbsp; &nbsp;สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทยพัฒนาผ้าพื้นเมืองและเจาะหาตลาดใหม่ ๆ เปิดภารกิจนายกฯ ขึ้นเหนือ วันที่ 18 มีนาคม 67</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หารือแผนการพัฒนาพื้นที่เป็นสนามบินจังหวัดพะเยา ณ ต.ดอนศรีชุม และต.บ้านถ้ำ อ.ดอกคำใต้</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เดินทางไปจุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก ต.ภูซาง อ.ภูซาง จ.พะเยา ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการชายแดน CIQ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สักการะพ่อขุนงำเมือง ณ อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง และรับฟังการนำเสนอแผนพัฒนาโครงการ ชมนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดพะเยา ณ อุทยานการเรียนรู้พะเยา (TK Park) คืบหน้าความเป็นไปได้ก่อสร้างสนามบินพะเยา กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม จัดให้มี &ldquo;โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าอากาศยานพะเยา จังหวัดพะเยา&rdquo; โดยจากการคัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ตามเกณฑ์อ้างอิงจากประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้แก่ ตำบลดอนศรีชุม และตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เนื่องจาก</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พื้นที่ประมาณ ๒,๘๑๒ ไร่</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มีการลงทุนที่ไม่สูงเกินไป ส่งผลกระทบต่อชุมชนไม่มาก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อย &bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประมาณราคาเบื้องต้น ณ เดือนเมษายน ๒๕๖๕ ในการก่อสร้างราว ๔,๔๒๑.๘๔ ล้านบาท ส่องสถานการณ์การค้าชายแดนไทย - สปป.ลาว ณ จุดผ่านแดน &ldquo;บ้านฮวก&rdquo; จ.พะเยา (มกราคม 67) &bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มูลค่าการค้า รวม 52.481 ล้านบาท (ธันวาคม 66 มูลค่า 30.488 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 41.91%</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มูลค่าการส่งออก 24.835 ล้านบาท (ธันวาคม 66 มูลค่า 24.195 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2.58% (สินค้าส่งออกสำคัญ : เครื่องอุปโภค วัสดุก่อสร้าง รถแทร็กเตอร์ ปูนซีเมนต์ อาหารแปรรูป)</p>

<p>&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มูลค่าการนำเข้า 27.647 ล้านบาท (ธันวาคม 2566 มูลค่า 6.292 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 77.24% &nbsp;(สินค้านำเข้าสำคัญ : หินปูนบด มันสำปะหลัง ลูกเดือย เศษเหล็ก และดอกไม้กวาด)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiofang.prd.go.th/th/file/get/file/202403189cf68087f767586eb8d680cdafe5532d154841.jpg' type='image/jpg' length='664289' />
</item>
</channel>
</rss>
